
โรคไตเรื้อรังในระยะเบื้องต้นมักไม่มีอาการ แม้แต่การตรวจร่างกายโดยแพทย์ก็อาจจะไม่สามารถให้การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังในระยะแรกได้
โดย...มัลลิกา นามสง่า

เริ่มด้วยการถามตัวเองก่อน
-คุณเป็นเบาหวานหรือไม่
-คุณมีความดันโลหิตสูงหรือไม่
-คุณอายุมากกว่า 60 ปี หรือไม่
-คุณมีใครในครอบครัวเป็นโรคไตหรือไม่
-คุณเคยเป็นนิ่วมาก่อนหรือไม่
-คุณซื้อยาทานเองเป็นประจำหรือไม่
-คุณเคยป่วยจากโรคไตมาก่อนหรือไม่
ถ้าคุณตอบว่า "ใช่" ในข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่า นั่นแสดงว่าคุณเสี่ยงต่อการเป็น "โรคไต"
*ความเสี่ยงต่อโรคไต
นาวาอากาศเอก นายแพทย์ อนุตตร จิตตินันทน์ ประธานคณะกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ได้อรรถาธิบายว่า โรคไตมีหลายชนิด เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคไตวายเฉียบพลัน โรคไตแต่กำเนิด โรคกรวยไตอักเสบ เป็นต้น แต่โรคไตที่พบบ่อยคือ "โรคไตเรื้อรัง"
ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคไตเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดคือ "เบาหวาน" และ "ความดันโลหิตสูง" โดยเฉพาะเมื่อเป็นแล้วไม่ได้ควบคุมน้ำตาลและความดันโลหิตให้ดี นอกจากนั้นอาจเกิดจากโรคนิ่วในไต โรคทางกรรมพันธุ์ การรับประทานยาบางชนิดเป็นประจำเช่นยาแก้ปวดข้อ ยาชุดหรือยาหม้อ
ส่วนใหญ่โรคไตเรื้อรังจะต้องเป็นมากแล้วจึงจะมีอาการ ได้แก่ บวม ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะขุ่น ปัสสาวะแดง ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะน้อยลง ถ้าเป็นมากขึ้นจนการทำงานของไตเหลือน้อยลง จะมีของเสียในร่างกายคั่งทำให้เกิดอาการซีด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ความรู้สึกลดลง เหนื่อยหอบ และเสียชีวิตในที่สุดหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
เนื่องจากโรคไตเรื้อรังในระยะเบื้องต้นมักไม่มีอาการ แม้แต่การตรวจร่างกายโดยแพทย์ก็อาจจะไม่สามารถให้การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง ในระยะแรกได้ การที่จะบอกว่าเป็นโรคไตหรือไม่จึงต้องใช้การตรวจปัสสาวะและตรวจเลือด ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง ควรได้รับการตรวจปัสสาวะและตรวจเลือดเพื่อคัดกรองโรคไต
*ปกป้องไตด้วยตัวเอง
การป้องกันโรคไต มีกฎเหล็ก 7 ข้อสำคัญ
1. ดูแลตัวเองให้มีน้ำหนักที่เหมาะสม อย่าให้อ้วน เพราะทำให้เกิดโรคไตได้ง่าย และคนอ้วนยังมีโอกาสเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้มากกกว่า
2. ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ปกติ เบาหวานเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุด การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นทำให้เกิดผลเสียต่อไต ถึงแม้ระดับน้ำตาลจะไม่สูงมากจนถึงเกณฑ์เป็นโรคเบาหวาน แต่ก็ทำให้มีผลเสียต่อไตได้ จึงควรงดรับประทานอาหารหวานจัด
3. ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญอันดับสองของการเกิดโรคไตเรื้อรัง การควบคุมความดันโลหิตนั้นต้องลดอาหารเค็ม การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้เหมาะสม และอย่าเครียด
4. ไม่รับประทานอาหารเค็ม จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีผลต่อไตได้
5. ไม่สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีการเสื่อมของไตเร็วกว่า
6. ไม่ซื้อยารับประทานเองเป็นประจำ ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบ หากรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะมีพิษต่อไต นอกจากนั้นยาลูกกลอน ยาหม้อบางอย่าง อาจมีสารที่สะสมทำให้เกิดการเสื่อมของไต
7. ตรวจปัสสาวะและตรวจเลือดถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อายุมากกว่า 60 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต มีประวัตินิ่วในทางเดินปัสสาวะ ผู้ที่ซื้อยามารับประทานเองเป็นประจำ และผู้ที่เคยเป็นโรคไตมาก่อน
หลักการ 7 ข้อนี้ยังใช้ได้เมื่อผู้ป่วยเป็นโรคไตแล้ว เพราะจะช่วยชะลอไม่ให้ไตเสื่อมเร็ว นอกจากนี้ยังมีวิธีการดูแลตัวเองในเรื่องอื่นๆ เช่น การรับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจะขึ้นกับระยะของโรคที่ผู้ ป่วยเป็น แต่โดยทั่วไปควรได้รับปริมาณโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ที่ไม่มากเกินไป งดอาหารเค็ม ไม่ควรรับประทานของหวานหรือของมันจัด โดยแพทย์จะแนะนำอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
โรคไตเรื้อรังมี 5 ระยะ ระยะที่ 1 ถึง 4 เป็นระยะที่ไตมีการเสื่อมลงแต่ยังสามารถทำงานได้เพียงพอโดยไม่ต้องรับการ บำบัด แต่หากไม่ได้รับการรักษาและไม่ดูแลตัวเองให้ถูกต้อง ไตจะค่อยๆ เสื่อมลงจนกระทั่งเข้าสู่โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย
การป้องกันหรือการชะลอการเสื่อมของไตจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเหล่านี้กลายเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย สมาคมโรคไตนานาชาติจึงให้จัดกิจกรรมวันไตโลกขึ้น ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 11 มี.ค. เพื่อสร้างความตระหนักในการป้องกันโรคไตเรื้อรัง




























